Posted on

เด็กไทยควรเอามาเป็นไอดอล

ที่นี่ประเทศไทย..ภูมิใจกับนักเรียนทุนอานันทมหิดลคนนี้…ดร.ปัญญา แซ่ลิ้ม..และดีใจกับทุกคนที่ได้สนับสนุนให้ท่านได้เรียนและประสบความสำเร็จกลับมาพัฒนาประเทศ แทนที่จะเลือกก้าวหน้าร่ำรวยในต่างประเทศ
• เกียรตินิยมอันดับ1 • ทุนอานันทมหิดล
• ทุนรัฐบาลนอร์เวย์ • ทุนวิจัย 36 ล้าน

ดร.ปัญญา ยังคงยึดมั่นกับคำสัญญาที่ให้ไว้กับอาจารย์คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เมื่อครั้งที่ช่วยจนได้เรียนว่า จะตั้งใจเรียน จะซื่อสัตย์ และกตัญญู..ครบถ้วน

ตั้งแต่เด็กจนโตผมไม่ค่อยมีทุนทรัพย์ในการเรียนสักเท่าไหร่ ที่จะเขียนโพสเพียงเพื่ออยากให้กำลังใจแก่ใครก็ตามที่แวะเข้ามาอ่านและกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการศึกษา

สมัยอนุบาลผมเป็นเด็กที่หัวช้า เรียนไม่เก่งที่สุดในห้อง จำได้ว่าขนาดเลขบวกกันธรรมดาข้อเดียว ใครทำเสร็จไปวิ่งเล่นได้ ผ่านไป 15 นาทีเด็กคนอื่นๆในห้องออกไปวิ่งเล่นหมดแล้ว เหลือแต่เด็กชายปัญญาเพียงคนเดียวที่นั่งจ๋อยอยู่บนโต๊ะจนหมดชั่วโมง สมัย ป 2 พ่อเคยถูก รร เชิญไปพบเพราะจะบอกว่าลูกชายเรียนภาษาอังกฤษห่วยเพียงใด และยังตีมือเราต่อหน้าพ่ออีกด้วย ตอนเดินกลับบ้าน นอกจากพ่อจะจูงมือกลับบ้านตามปกติแล้ว พ่อไม่โกรธเราหรือมีท่าทีผิดหวังในตัวเราแม้แต่น้อย
.
1) ผมเคยเกือบจะไม่ได้เรียนต่อ ม 1 เพราะไม่มีเงินค่าเทอม เงินค่าเทอมสมัยนั้น 800 บาท แต่ในกระป๋องที่ขายขนมได้วันนั้นคือ 300 บาท ผมคอตกเลยครับ สุดท้ายแม่ผมเป็นฮีโร่ วิ่งเข้าไปยืมเงินในตลาดจนได้มา 800 บาทจริงๆ ใส่ในมือผมให้รีบไปจ่ายค่าเทอมที่โรงเรียน
.
2) สมัย ม 1 จน ม 6 ปกตินอนเกือบเที่ยงคืนและตื่นราวตีสี่ทุกวัน เนื่องจากครอบครัวเลี้ยงปากท้องด้วยการขายขนมข้างถนน ที่นอนน้อยเพราะต้องช่วยที่บ้านทำขนมขาย เลิกเรียนต้องไปรีบกลับบ้าน ไปรับแม่ที่ตลาด ช่วยหิ้วของกลับบ้านเพราะแม่มือไม่ดี โดนรถสิบล้อชนจนเส้นเอ็นขาดสมัยตัวเอง อยู่ ป 2 กลับถึงบ้านผมจะขูดมะพร้าว และทำอะไรๆอีกหลายอย่าง ตี่สี่จะเข็นรถไปตลาดกับพ่อไปตั้งร้าน เคยจำได้ว่ามีวันนึง แม่ตะโกนเรียกไม่ตื่น โดนแม่เอาน้ำสาดหน้า ตั้งแต่วันนั้น ได้ยินเสียงแม่เรียกจะสะดุ้ง ลงมาแทบไม่ทัน แต่แม่นึกเสียใจถึงทุกวันนี้ที่สาดน้ำใส่หน้า ในขณะที่ลูกชายหัวเราะ ขำอดีตสมัยก่อน
.
3) สมัยเรียนวิทยาศาสตร์ ม 2 ผมสอบ pretest ได้ที่โหล่ของห้อง ได้คะแนน 3 คะแนนจาก 30…ครูเดินมาบอกว่าไม่เป็นไร แค่ pretest เอง ผมจึงตั้งใจอ่านหนังสือ ตั้งใจชนิดที่เรียกว่าอ่านไปเลยสิบรอบ อ่านเข้าไป สอบกลางภาคอีกครั้ง ได้คะแนนสูงสุดในห้อง 29.5 เต็ม 30 และนั่นคือบทเรียนครั้งที่สองในชีวิตที่ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องมาพร่ำสอน (ครั้งแรกคือเพลงชาติ)
.
4) คนเราจะเข้มแข็งขึ้นเมื่อมีแรงบันดาลใจและมีความตั้งใจที่จะทำอะไรเพื่อใครสักคน ผมในวัย ม 3 คิดว่าจะตั้งใจเรียนเพื่อพ่อแม่ เพราะเห็นแก่ความลำบากของพ่อแม่ที่ทำงานหนักส่งเสียเลี้ยงดูตัวเอง จึงตั้งใจเรียนถึงขึ้นที่ว่าอดหลับอดนอนหลายคืน เพื่อจะได้อ่านหนังสือเพราะอยากสอบได้ที่ 1 ของห้องเพียงแค่สักครั้งก็ยังดี ผลคือเทอมแรก ได้ที่ 2 และ เทอมสอง ได้ที่ 1 …..
.
5) ผมได้รับความอนุเคราะห์จากรพจุฬาลงกรณ์ และโบสถ์พระมหาไถ่ ในการศึกษาเล่าเรียนจน จบ ม.6 นอกจากนี้ยังมีผู้มีพระคุณอีกมากมายที่ไม่อาจจะเอ่ยชื่อได้ครบในโรงเรียน @พระโขนงพิทยาลัย คุณคิดดูครับ ในช่วงหนึ่งที่ตรงถนนที่เราไปขายขนมซ่อมแซม ไม่มีใครผ่านไปมาแถวนั้น ผมขายขนมไม่ได้เลย สุดท้ายผมเอาขนมเป็นร้อยๆห่อไปขายที่ โรงเรียน อาจารย์หมวดภาษาไทย อ พิกุล ภพพินิจและหลายท่านสงสาร จึงเอาไปข่วยขายในห้องเรียนที่อาจารย์แต่ละท่านสอนโดยบอกเด็กว่าถ้าซื้อขนมที่เอามาขายจะอนุญาตให้กินในห้องเรียนได้ ตอนเย็นจึงไปรับเงินกลับบ้านไปให้แม่ ทำแบบนี้เป็นอาทิตย์จนถนนซ่อมเสร็จ ครอบครัวผมจึงเอาชีวิตรอดไปได้
.
6) ผมเอ็นติดคณะประมง แต่ไม่มีเงินเล่าเรียน จึงเดินทางไปคณะประมง มก บอกกับคณะว่า สวัสดีผมชื่อปัญญาครับ ผมเอ็นติดคณะครับ แต่ผมไม่มีเงินเรียน จะให้ผมเรียนได้ไหมครับ ในตอนนั้นพี่เค้างง จึงไปตาม รศ ประไพสิริ สิริกาญจน มา อาจารย์ถามว่าเธอเป็นใคร มาจากไหน ทำไมไม่มีเงินเรียน จนคุยเสร็จอาจารย์ประไพสิริ บอกว่าเราจะช่วยเธอแต่รับปากอาจารย์สามข้อได้ไหมว่าเธอจะขยันตั้งใจเรียน จะซื่อสัตย์ และกตัญญู ผมรับปาก อาจารย์ประไพสิริจึงบอกว่าให้เธอกลับบ้านไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ วันรุ่งขึ้นผมมามีชุดนิสิต รองเท้า ปากกา สมุด กระเป๋า ถุงเท้าวางรออยู่ อาจารย์ให้ไปสมัครกองทุนกู้ยืม และที่สำคัญคือน้าเล็ก บาร์ใหม่ ผู้ใจบุญที่สุดในสามโลก น้าเล็กให้ผมทานอาหารฟรีที่ร้านสามมื้อตลอด 4 ปี…..
.
7) ผมเป็นคนเรียนหนังสือไม่เก่งแต่ผมมีความตั้งใจ ตั้งใจที่จะทำเพื่อพ่อแม่ ยิ่งตอนนั้นคุณพ่อเสีย ความตั้งใจยิ่งเพิ่มพูนเพราะไม่อยากให้พ่อเป็นห่วง ผมนอน 6 โมงเย็น ตื่นเที่ยงคืนทุกวัน ไป ศร 3 ไปอ่านหนังสือตั้งแต่วันแรกๆที่เริ่มเปิดภาคเรียนจนถึงเช้า ไปอ่านจนยุงกัดเป็นไข้เลือดออก ไปจนหมา ศร 3 จำหน้าได้ จำได้ว่าเคยอ่านเคมีทั่วไป อ่านจนเหนื่อยไปนอนที่พื้น บางวันตื่นขึ้นมามียากันยุงวางไว้ ไม่รู้ใคร สงสัยจะสงสาร บางวันนอนตื่นมา มีหมามานอนด้วยหลายตัว หายเหงาเลย
.
8 )หลังจากเรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลไปเรียนต่อด้านการปรับปรุงพันธุ์สัตว์น้ำที่ต่างประเทศแล้ว ความรู้ที่ต่างประเทศไปไกลกว่าบ้านเรามาก พื้นฐานที่เรามีขนาดว่าที่ไทยก็ตั้งใจเรียนมากแล้วยังไม่เพียงพอเลย ต้องเรียนและใช้เวลากับการอ่านหนังสือหนักมากจนแทบแย่ สุดท้ายก็สามารถจบโทเอกได้ตามกำหนดเวลาของหลักสูตรด้วยเปเปอร์ 5 เปเปอร์ และวิทยานิพนธ์อีกสามเล่ม อาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่าคุณเปลี่ยนไปมากจากวันแรกที่มายังดูเหมือนเป็นเด็กน้อย ภาษาก็ไม่ดีพอ ดูคุณวันนี้สิพัฒนาการของคุณยอดเยี่ยมมาก
.
9) เรียกได้ว่าเป็นคนไทยคนเดียวที่เขียน proposal postdoc ด้วยตัวเองเพื่อชิงทุนจากรัฐบาลนอร์เวย์ และชนะได้สองทุน ทั้งทุนวิจัยและทุนเดินทางไปทำงานวิจัยต่างประเทศ ในช่วงpostdoc ผมมีงานวิจัยทั้งที่อยู่ในรูปแบบ full publication และบทคัดย่อ มากกว่า 20 ชิ้น ผมทำงานวิจัยหนักมากจนก่อนกลับแม้นจะมีตำแหน่งประจำรออยู่ที่นอร์เวย์ และเงินทุนวิจัยอีก 36 ล้านบาทไทยรออยู่ผมเลือกที่จะกลับประเทศไทย เพราะผมต้องการเอาความรู้ความสามารถมาพัฒนาประเทศ
.
กว่าจะมาเป็นผม ดร.ปัญญา ในวันนี้ ผมผ่านอุปสรรคมากมายแต่ที่ผ่านมาได้เพราะมีคนมากมายที่ไม่สามารถเอ่ยชื่อได้ครบช่วยเหลือเรา แต่ก่อนที่เค้าจะเข้ามาช่วยสิ่งแรกที่เราต้องทำคือ เพียรพยายามทำด้วยตัวเองโดยนึกถึงความลำบากของพ่อแม่เอาไว้ให้มาก นั่นล่ะคือพลังของผม

ดร. ปัญญา แซ่ลิ้ม

Posted on

10 ประโยชน์การวิ่ง

การวิ่งมาราธอนเป็นกิจกรรมออกกำลังกายยอดฮิตของคนยุคนี้ เห็นได้จากที่มีการจัดงานวิ่งมาราธอนถี่ ๆ เดือนละหลายงาน และแต่ละงานก็มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก เพราะการวิ่งนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย และยังให้ความสนุก แถมงานวิ่งหลายงานยังเป็นการนำรายได้ไปทำการกุศลด้วย

เราได้ยินมาตลอดอยู่แล้วว่า การวิ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่เราจะสามารถจำแนกประโยชน์ของมันแบบละเอียด ๆ ได้อย่างไรบ้าง

เนื่องจากบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เป็นผู้สนับสนุนหลักการแข่งขันวิ่งมาราธอนประเพณีนานาชาติ BDMS Bangkok Marathon 2018 ในวันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายนนี้ นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส โรงพยาบาลกรุงเทพ สายกิจกรรมพิเศษ จึงให้ข้อมูลว่า การวิ่งคือยาวิเศษที่สร้าง 10 ประโยชน์มหัศจรรย์ให้กับร่างกาย ได้แก่

1.หัวใจ การวิ่งและการออกกำลังกายช่วยกระตุ้นการทำงานระบบไหลเวียนโลหิตกล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น หลอดเลือดแดงที่มาเลี้ยงหัวใจมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ลดปัญหาการตีบตันที่ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด รวมทั้งทำให้ปอดทำงานได้ดีขึ้น เพิ่มการส่งออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย

2.กล้ามเนื้อ การวิ่งเป็นการฝึกการใช้งาน.กล้ามเนื้อในส่วนต่าง ๆ ทำให้นักวิ่งมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง กล้ามเนื้อนี้เองเป็นส่วนสำคัญในการใช้ชีวิตของทุกคนที่ไม่มีข้อจำกัด

3.ไขมัน การวิ่งทำให้อัตราการวิ่งของหัวใจอยู่ในช่วงโมดีเรต (moderate) หรือชีพจรเต้นอยู่ที่ร้อยละ

75-85 นักวิ่งจะรู้สึกเหนื่อยในระดับปานกลาง

ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันออกมาได้ถึงร้อยละ 60

4.เข่า การวิ่งอย่างถูกวิธีเป็นประจำจะทำให้กล้ามเนื้อขา ต้นขา และรอบ ๆ ข้อเข่ามีความแข็งแรงมากขึ้น มีส่วนที่จะช่วยป้องกันภาวะข้อเข่าเสื่อมได้

5.คอเลสเตอรอล การวิ่งช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ได้ 5-10% และเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี (HDL) ได้ 3-6%

6.สมอง ยิ่งวิ่งออกกำลังกายมากเท่าไหร่ ร่างกายยิ่งหลั่งสารบำรุงสมองที่เรียกว่า BDNF มากเท่านั้น ซึ่งสารตัวนี้จะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของสมองและเพิ่มจำนวนเซลล์สมอง สมองจะทำงานได้ดี มีการตอบโต้เร็วและลดโอกาสการเป็นอัลไซเมอร์

7.เหงื่อ จะถูกหลั่งออกมาพร้อมสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า เอ็นดอร์ฟิน เป็นสารเคมีในร่างกายที่ทำให้รู้สึกอารมณ์ดี และเหงื่อจะช่วยให้ผิวสวย เพราะเหงื่อจะชะล้างสิ่งสกปรกในรูขุมขนออกมาด้วย

8.น้ำตาลในเลือด สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวาน หากวิ่งออกกำลังกายอย่างถูกวิธีจะช่วยควบคุมและลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น

9.ระบบข้อ การวิ่งที่เหมาะสมต่อร่างกาย จะช่วยลดปัญหาข้อต่อเสื่อม ลดอาการปวดข้อและป้องกันการเกิดข้อแข็ง (stiffness)

10.ความดัน การวิ่งช่วยป้องกันความดันโลหิตสูงได้ แต่สำหรับผู้ป่วย การควบคุมอาหารกับการออกกำลังกายที่ถูกต้องจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของเส้นเลือด ลดความต้านทานในหลอดเลือด ปริมาณเลือดที่สูบฉีดแต่ละครั้งเพิ่มขึ้น ผลโดยรวมจึงทำให้ความดันโลหิตลดลง

รู้ประโยชน์มากมายอย่างนี้แล้ว แต่ไม่ใช่ว่าคิดจะลงวิ่งมาราธอนก็วิ่งได้เลยในทันที เพราะถ้าเตรียมตัวไม่ดีพอก็จะบาดเจ็บได้

สำหรับการเตรียมความพร้อมก่อนลุยมาราธอน 42.195 กิโลเมตร นพ.ไพศาลแนะนำว่า นอกเหนือจากการฝึกซ้อมทั่วไปแล้ว ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม โดยเฉพาะเรื่องการดื่มน้ำ ในร่างกายควรจะมีน้ำเพียงพอ ตั้งแต่ ก่อนจะถึงวันแข่งขัน 2-3 วัน ซึ่งปริมาณน้ำที่เพียงพอดูได้จากการปัสสาวะ ต้องไม่ให้เป็นสีเหลืองเข้ม ถ้าปัสสาวะสีเหลืองอ่อนแสดงว่าน้ำในร่างกายมีเพียงพอ

นอกจากนั้น คุณหมอให้ข้อมูลเกี่ยวกับเคสบาดเจ็บที่พบบ่อยระหว่างการวิ่งมาราธอนว่า อาการที่พบบ่อยคือการเป็นตะคริว การปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เนื่องจากการวิ่งระยะทางหลาย ๆ กิโลเมตร กล้ามเนื้อ

ต้องมีความบึกบึน ถ้ากล้ามเนื้อไม่ได้ฝึกซ้อมมามากพอให้ครอบคลุมระยะทางได้ ก็จะเกิดอาการตะคริว ซึ่งมักจะเกิดในช่วงระยะหลัง ๆ ของการวิ่ง

“ส่วนการปฐมพยาบาลระหว่างเกิดตะคริวในขณะวิ่ง โดยหลัก ๆ การเกิดตะคริวคือกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง เป็นอาการที่ไม่สามารถคอนโทรลได้ และเป็นอาการเกร็งโดยที่เราไม่ได้สั่ง อาการตะคริวที่พบบ่อยมากที่สุดคือบริเวณน่องขา การทำให้หายจากอาการตะคริวคือ การกระดกข้อเท้าแล้วเหยียดเข่า น่องก็จะถูกยืด เพราะฉะนั้น หลักการคือหากเกิดตะคริวที่ตรงไหนให้เหยียดกล้ามเนื้อนั้นให้ยืดออกก็จะหายจากการเป็นตะคริว” นพ.ไพศาลแนะนำ

ขอขอบคุณ www.prachachat.net

Posted on

กฏเหล็กลดไขมัน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ exercise

1. ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตลง (เช่น ข้าว แป้ง น้ำตาล อาทิเช่น ขนมปัง ขนม น้ำผลไม้ น้ำปั้น )
Tip. การดื่มน้ำผลไม้คือเรื่องที่ผิดเพราะน้ำตาลสูงถ้าเลือกกินขอกินแบบเป็นผลดีกว่า

2. งดของมัน ทอด ถ้างดไม่ได้ก็ลดไปทีละนิด
Tip. เนื้อสัตว์ติดมัน ของชุบแป้งทอด

3. ให้มีผักในทุกๆมื้อ มีกากใบช่วยดัดไขมันได้ ช่วยการขับถ่ายท้องยุบ มีวิตามินช่วย
Tip. ผักกินได้เยอะกินเท่าไรก็ได้ แต่ล้างให้สะอาด ใครที่ไม่กินผักก็กินโยเกิร์ลได้ช่วยขับถ่าย (ดูฉลากเรื่องน้ำตาลและแคลลอลี่ดีๆ)

4. กินมื้อเช้าเพื่อกระตุ้นการเผาพลาญเต็มสูบ
Tip. กินมื้อเช้าช่วยให้เริ่มการเผาพลาญให้พลังงานแก่สมอง และจะไม่หิวโหยให้มื้อต่อๆไป

5. อย่าอดมื้อเย็นและกินระยะห่างก่อนนอน3-6ชม
Tip. มื้อเย็นควรงดเด็ดขาดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว แป้ง น้ำตาล ควรทานอาหารที่มีโปรตีน เน้นไก่ ปลา

6.หิวระหว่างวันกินไรดี?? กินผลไม้ที่มีแคลน้อยเช่น แก้วมังกร แตงโมง แคนตาลูป ฝรั่ง และน้ำเปล่า ถั่ว1กำมือ

7. กินน้ำเยอะร่างกายยิ่งไม่บวม ช่วยการเผาพลาญ ผิวชุ่มชื่น จางโซเดียม ลดอาการบวมน้ำ

8. ออกกำลังกายต่อเนื่อง40นาทีขึ้นไป เหงื่อออกเยอะไม่ใช่ไขมัน ไขมันไม่ขับทางเหงื่อ ร่างกายจะเอาไขมันมาใช้ในเวลา40นาทีขึ้นไป

9. ตั้งเป้าหมายที่ละน้อยๆ เช่น ทีละ3โล

10. เพื่อนชวนแดกอย่าไป ไม่มีใครยอมเสียค่าบุฟเฟต์แพงๆเพื่อไปแดกผักต้มหรอก

11. กินของที่อยากกินได้ 1 มื้อ ต่อสัปดาห์ (ถ้าไม่กินก็จะเห็นผลเร็วกว่านี้

#fitgirl

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ exercise

Posted on

ยิ่งกินมะเร็งยิ่งถามหา

วันนี้เราจะพาไปดู อาหารและเครื่องดื่ม ที่ควรเลี่ยง เพราะมันอาจทำให้เราเป็นโรคมะเร็งได้ โรคมะเร็งเป็นโรคที่รักษายากมาก ๆ มันมันหายดี และเราจะพาไปดู 9 สิ่งที่ไม่ควรกินถ้าไม่อยากป่วยเป็นโรคมะเร็ง ไปดูกันว่าจะมีอะไรบ้าง

คำเตือน!! สำหรับคนที่ชอบบอกว่า กินมาเป็นปีแล้วไม่เห็นจะเป็นเลย กินมาเยอะแล้วยังไม่เห็นจะเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เราบอกไว้ ณ ที่นี้เลยนะว่ามันจะสะสมในร่างกายค แก่ไปแล้วร่างกายจะไม่ดี มีโรคแทรกซ้อน

1. บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ชาม มีสารปรุงแต่งกว่า 25 ชนิด เช่น โมโนโซเดียม กลูตาเมต (หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ ผงชูรส) , กรดซิตริก ,TBHQ (เป็นสารกันบูด หรือวัตถุกันหืนที่ได้จากปิโตเลียม) และอื่นๆ ฉะนั้นเด็กที่ทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นประจำ อาจจะก่อให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ

2. แฮม,ไส้กรอก

มีส่วนประกอบของสารปรุงแต่งต่างๆ เช่น โซเดียมไนไตรด์ ,โปแตสเซียมไนไตรท์ และอื่นๆ ไนไทรต์สามารถทำปฎิกิริยากับเอมีน (amine) ในอาหารกลายเป็นสารก่อมะเร็งที่ร้ายแรง คือไนโตรซามีน (nitrosamine) ซึ่งทำให้เกิดมะเร็งตับ กระเพาะอาหาร และหลอดอาหาร

3. คุกกี้

มีส่วนประกอบของสารปรุงแต่ง ได้แก่ โซเดียมเมแทไบซัลไฟต์ , กรดซิตริก , ซอร์บิทอล โซเดียมเมแทไบซัลไฟต์ ถ้าใช้ในปริมาณที่เกินกำหนด จะมีสารกำมะถันตกค้างในอาหารในปริมาณสูงและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

4. ไอศกรีม

มีส่วนประกอบของสารปรุงแต่ง ได้แก่ สารแต่งรส กลิ่น สี ,ไดอิธิลกลูคอล และอื่นๆ ซึ่งสารปรุงแต่งในไอศกรีมนี้เป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งบางประเทศออกกฎห้ามใช้สีมาผสมปรุงแต่งลงในอาหาร

5. มันฝรั่งทอดแผ่น

มีส่วนประกอบของสารปรุงแต่งต่างๆ เช่น โมโนโซเดียมกลูตาเมต (หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ ผงชูรส),ไดโซเดียม 5-กัวไนเลต และอื่นๆ ซึ่งสารเหล่านี้เป็นสารต้องห้ามในอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก

6. ผลไม้อบแห้ง

มีส่วนประกอบของสารปรุงแต่งต่างๆ เช่น กรดซิตริก,โพแทสเซียม ซอร์เบต,โซเดียมเบนโซเอต และอื่นๆ “โซเดียมเบนโซเอต” เป็นวัตถุเจือปนอาหารเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย และเชื้อราบางชนิด หากใช้ในปริมาณที่สูงจะทำให้ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร พิษกึ่งเฉียบพลันคือจะทำให้น้ำหนักลด ท้องเสีย ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อต่างๆเลือดออกในร่างกาย ตับ ไตใหญ่ขึ้น เป็นอัมพาตและตายในที่สุด

7. หมากฝรั่ง

มีส่วนประกอบของสารปรุงแต่งต่างๆ เช่น สารให้ความหวาน , ซอร์บิทอ , กรดซิตริก และอื่นๆ การกินอาหารที่มีซอร์บิทอลมากๆ ทำให้เกิดอาการท้องเสียและท้องอืด

8. ขนมเยลลี่และวุ้นสำเร็จรูป

มีส่วนประกอบของสารปรุงแต่งต่างๆ เช่น โพแทสเซียม ซอร์เบต,กรดซิตริก,คาร์ราจีแนน และอื่นๆ ถ้าเคยปวดท้อง ท้องไส้ปั่นป่วนเพราะอาหารการกิน อาจมีที่มาจากหลายสาเหตุ อาทิ อาการไวต่อกลูเต็น ซึ่งเป็นโปรตีนในธัญพืชอย่างข้าวสาลี ดื่มนมแล้วท้องเสีย เนื่องจากร่างกายขาดเอนไซม์ย่อยน้ำตาลแลคโทส หรือบางที กระเพาะอาหารของคุณอาจไวต่อคาร์ราจีแนน

9. ชานม

มีส่วนประกอบของสารปรุงแต่งต่างๆ เช่น โพแทสเซียม ซอร์เบต,โซเดียมเฮกซะเมต้าฟอสเฟส และอื่นๆ ในใบชามีสารออกซาเลทจำนวนมาก ดังนั้นหากเราดื่มชานมทุกวัน โอกาสที่สารออกซาเลทจะสะสมจนก่ออาการอุดตันในไต หรือทำให้เกิดโรคนิ่วในไตก็อาจเกิดขึ้นได้

ขอขอบคุณ soccer404

Posted on

คอเรสเตอรอลมีประโยชน์ ไม่มีโทษ

ช๊อค ความเชื่อคนทั้งโลก เมื่อผลวิจัยเผย “คอเรสเตอรอล” มีแต่ประโยชน์ ไม่มีโทษ

นิตยสารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาอย่าง TIME ได้เผยถึงบทความเกี่ยวกับ Ending the War on Fat “ความจริงของคอเรสเตอรอล” ที่ทุกๆ คนเข้าใจผิดมาตลอด 60 ปี ที่ว่าคอเรสเตอรอลเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดหลอดเลือดหัวใจและสมองนั้น ไม่เป็นความจริงอีกต่อไป คอเรสเตอรอลไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อร่างกาย แถมยังมีประโยชน์อีกมากมายด้วย ส่งผลให้บทความนี้ช็อคไปทั้งวงการแพทย์ทั่วโลกเลยทีเดียว

ส่วนตัวการที่แท้จริงกลับเป็น “ไขมันทรานส์” ไขมันผิดธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาผ่านกรรมวิธีของมนุษย์ มักพบอยู่ใน น้ำมันพืช น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันทานตะวัน น้ำมันรำข้าว ที่มีไขมันไม่อิ่มตัว โดยผ่านกรรมวิธีเติมไฮโรเจน เพื่อให้สามารถใช้ในการทอดได้ที่ความร้อนสูงๆ จนเกิดเป็นสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกาย และส่งผลให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจ และมะเร็งอีกด้วย

แล้วประโยชน์ของ “คอเรสเตอรอล” ล่ะ มีอะไรบ้าง ?

1.) ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน ที่ใช้จัดการกับความเครียดในชีวิตประจำวัน และฮอร์โมนนี้ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคมะเร็งด้วย

2.) จำเป็นต่อการผลิตฮอร์โมนเพศ

3.) ใช้คู่กับวิตามินดี เพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย กระดูก เส้นประสาท กล้ามเนื้อ การเผาผลาญอาหาร การผลิตอินซูลินและภูมิคุ้มกันร่างกาย

4.) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันความเสียหายไปยังเนื้อเยื่อ

5.) อยู่ในนมแม่ เป็นส่วนช่วยในการพัฒนาสมอง ระบบประสาท และภูมิคุ้มกันของเด็กทารก

6.) เป็นส่วนประกอบในการสร้างน้ำดีในตับ น้ำดีมีความสำคัญต่อกระบวนการย่อยอาหารและการดูดซึมของไขมัน

7.) จำเป็นสำหรับการทำงานของลำไส้และรักษาความสมบูรณ์ของผนังลำไส้ หากคอเลสเตอรอลต่ำอาจนำไปสู่โรคลำไส้รั่วและปัญหาทางเดินอาหาร

8.) มีส่วนช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหาย นี่คือเหตุผลที่คอเรสตอรอลของคนสูงอายุถึงมีค่าสูง เพราะมันมีประโยชน์ต่อคนสูงอายุ

สุดท้ายนี้ การกินไข่เกินวันละ 2 ฟอง ก็ไม่ได้มีโทษอีกต่อไป นี่อาจเป็นเรื่องที่ช็อคคนทั่วโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์การแพทย์ก็เป็นได้

For decades, it has been the most vilified nutrient in the American diet. But new science reveals fat isn’t what’s hurting our health

The taste of my childhood was the taste of skim milk. We spread bright yellow margarine on dinner rolls, ate low-fat microwave oatmeal flavored with apples and cinnamon, put nonfat ranch on our salads. We were only doing what we were told. In 1977, the year before I was born, a Senate committee led by George McGovern published its landmark “Dietary Goals for the United States,” urging Americans to eat less high-fat red meat, eggs and dairy and replace them with more calories from fruits, vegetables and especially carbohydrates.

By 1980 that wisdom was codified. The U.S. Department of Agriculture (USDA) issued its first dietary guidelines, and one of the primary directives was to avoid cholesterol and fat of all …

ที่มา : fxdio | time

Posted on

ปริมาณไขมันทรานส์ในอาหาร

ไขมันทรานส์ คือไขมันที่เป็นตัวร้ายที่ก้อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายสารพัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นจนเกินมาตรฐาน รอบเอวที่หนาขึ้น ไขมันที่เกาะอยู่ภายในหลอดเลือดต่างๆ จนเป็นสาเหตุของโรคอันตรายมากมาย เช่น หลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดสมองตัน จนเป็นอัมพฤกต์ อัมพาต หรือโรคหัวใจวายเฉียบพลันได้

ดังนั้น การระมัดระวังปริมาณไขมันทรานส์ในอาหารจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อจำกัดพลังงานที่เราได้รับจากอาหาร และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอันตรายเหล่านี้

รศ.วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เราไม่ควรทานอาหารที่มีปริมาณไขมันทรานส์มากกว่า 0.5 กรัม หรือ 500 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และใน 1 วันไม่ควรทานไขมันทรานส์เกิน 2.2 กรัม หรือ 2,200 มิลลิกรัม ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าอาหารชนิดได มีปริมาณไขมันทรานส์สูง และควรระมัดระวังในการทานบ้าง

ปริมาณไขมันทรานส์ในอาหาร ต่อ 100 กรัม

แฮมเบอร์เกอร์ไก่ 102 มิลลิกรัม

ขนมปังเนยสด 104 มิลลิกรัม

คัสตาร์ดเค้ก 105.67 มิลลิกรัม

ซาลาเปาทอด 141 มิลลิกรัม

ข้าวโพดคั่ว 142 มิลลิกรัม

โดนัทโรยน้ำตาล 159 มิลลิกรัม

พายกรอบ 163 มิลลิกรัม

หมี่กรอบ 166 มิลลิกรัม

เต้าหู้ทอด 184 มิลลิกรัม

ปาท่องโก๋ 187 มิลลิกรัม

 

เอแคลร์ 211 มิลลิกรัม

ขนมปังทาเนยอบกรอบ 219 มิลลิกรัม

คุกกี้แซนวิชสอดไส้ครีมรสนม 224 มิลลิกรัม

ข้าวโพดทอด 234 มิลลิกรัม

เค้กผลไม้ 236 มิลลิกรัม

ไก่ทอด 239 มิลลิกรัม

เนื้อทอด 245 มิลลิกรัม

เค้กกล้วยหอม 258 มิลลิกรัม

หมูทอด 260 มิลลิกรัม

แยมโรล 262 มิลลิกรัม

ขนมปังไส้กรอก 263 มิลลิกรัม

บราวนี่ 286 มิลลิกรัม

ขนมขาไก่ 288 มิลลิกรัม

 

คุกกี้เนย 309 มิลลิกรัม

มันฝรั่งทอด 329 มิลลิกรัม

ทอฟฟี่เค้ก 373.7 มิลลิกรัม

เค้กสอดไส้ครีมคัสตาร์ด 378 มิลลิกรัม

พายทูน่า 395 มิลลิกรัม

เวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลต 396 มิลลิกรัม

ปลาซิวแก้ว 397 มิลลิกรัม

เค้กเนย 400 มิลลิกรัม

โดนัท (ไส้บาวาเรียน) 675 มิลลิกรัม

 

เท่านี้เราก็รู้ปริมาณของอาหารที่เราควรทานกันคร่าวๆ แล้วว่า เราควรทานมากน้อยแค่ไหน เพื่อไม่ให้ร่างกายของเรามีปริมาณไขมันทรานส์มากเกินไป อาหารเหล่านี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ แต่ควรจำกัดปริมาณในการทานให้ดี มิฉะนั้นโรคภัยต่างๆ อาจถามหาคุณได้เร็วๆ นี้
Posted on

ไขมันทรานส์

"ไขมันทรานส์" คืออะไร? มีในอาหารใด? อันตรายอย่างไร?

ไขมันทรานส์ คืออะไร?

ไขมันทรานส์ (trans fat) เป็นหนึ่งในประเภทของไขมันทั้งหมดที่มีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภทคือ ไขมันอิ่มตัว ไขมันไม่อิ่มตัว และไขมันทรานส์ ที่มีส่วนประกอบหลักคือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีโครงสร้างชนิดทรานส์ พบได้เล็กน้อยจากไขมันในเนื้อสัตว์ และนม แต่ส่วนใหญ่ไขมันทรานส์จะเป็นไขมันที่ได้จากการสังเคราะห์ระหว่างกระบวนการผลิตอาหาร โดยการเติมไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันพืช เพื่อทำให้น้ำมันพืชแข็งตัวมากขึ้น และทำให้ไขมันที่ได้ดังกล่าวช่วยยืดอายุของอาหารได้มากขึ้น และเพิ่มความคงตัวของรสชาติอาหารได้ นอกจากนี้ยังมีราคาถูกกว่าไขมันทั่วไป ดังนั้นวงการอุตสาหกรรม หรือผู้ประกอบการต่างๆ จึงนิยมใช้อาหาร หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไขมันทรานส์มาประกอบอาหาร

 

อาหาร หรือส่วนประกอบของอาหารที่มีไขมันทรานส์ ได้แก่

เนยขาว มาร์การีน ครีมเทียม ครีมเทียมข้นหวาน (ที่นิยมนำมาใช้ทำขนม ผสมเครื่องดื่มต่างๆ แทนเนยสด ครีมจริง หรือนมข้นหวานล้วน) ดังนั้นเราถึงพบอาหารที่มีไขมันทรานส์สูงในอาหารตระกูลขนมหวานฝรั่งอย่าง คุกกี้ เค้ก โดนัท วิปครีม พาย ขนมกรุบกรอบต่างๆ อาหารฟาสต์ฟู้ดต่างๆ เครื่องดื่มต่างๆ และอาหารที่มีส่วนประกอบที่กล่าวไว้ข้างต้นทั้งหมด

นอกจากนี้ หากคิดว่าสามารถพลิกดูส่วนประกอบของอาหารจากตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการที่ผลิตภัณฑ์แล้ว แม้ว่าจะพบว่ามี Trans Fat หรือไขมันทรานส์เป็นเลข 0 แต่ก็ไม่ได้หมายความในอาหารนั้นๆ จะไม่มีไขมันทรานส์อยู่เลย เพราะผู้ผลิตอาศัยช่องโหว่ของการจำกัดตัวเลขในฉลากบรรจุภัณฑ์ว่า หากมีปริมาณของส่วนประกอบนั้นๆ น้อยกว่า 1 กรัมกล่าวคือตั้งแต่ 0.9 กรัมเป็นต้นไป จะสามารถปัดตัวเลขให้เหลือแค่ 0 โดยไม่ต้องแสดงจุดทศนิยมได้ ดังนั้นในหลายๆ ผลิตภัณฑ์จึงอาจจะมีไขมันทรานส์ได้มากถึง 0.9 กรัมต่อ 1 หน่วยบริโภคนั่นเอง หากผลิตภัณฑ์นั้นๆ ใส่ในบรรจุภัณฑ์ที่แสดงอาหารทั้งหมดมี 2 หน่วยบริโภค คือต้องแบ่งทาน 2 ครั้ง นั่นอาจหมายถึงมีความเป็นไปได้ว่าเราอาจมีความเสี่ยงที่จะทานไขมันทรานส์เข้าไปมากถึง 1.8 กรัมนั่นเอง (หากเราทานคนเดียวหมดทั้งห่อ/กล่องนั้นๆ) แม้ว่าในฉลากของผลิตภัณฑ์จะแสดงตัวเลขว่ามีไขมันทรานส์ 0 กรัม นั่นเอง

อันตรายของไขมันทรานส์

การทานอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันทรานส์มากๆ หรือติดต่อกันนานๆ อาจส่งผลเพิ่มความเสี่ยงอันตรายต่อร่างกาย ดังนี้

  • โรคอ้วน
  • หัวใจ และหลอดเลือด เช่น หัวใจขาดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบ/ตัน
  • หลอดเลือดสมองตีบ/ตัน
  • ไขมันในเลือดสูง
  • โรคเบาหวาน
  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์
  • จอประสาทตาเสื่อม
  • นิ่วในถุงน้ำดี

ซึ่งโรคเหล่านี้อันตราย และหากมีอาการรุนแรงจะส่งผลต่อชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่นาที หากเราทานอาหารที่มีไขมันทรานส์ค่อนข้างมาก และไม่เคยตรวจสุขภาพหาค่าไขมันในเลือดมาก่อน

 

ลด ละ เลิก การทานไขมันทรานส์

อาจจะเป็นเรื่องยากหากเราไม่ได้ซื้อวัตถุดิบมาปรุงอาหารเอง หรือในท้องตลาดอาจจะมีวัตถุดิบที่ปราศจากไขมันทรานส์ได้น้อย แต่หลังจากมีการประกาศให้ผู้ผลิต และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันทรานส์หยุดการผลิต จำหน่าย และเร่งปรับปรุงสูตรเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ประกอบอาหารที่ไม่มีไขมันทรานส์ได้แล้ว (ใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนเต็มส่วน หรือ Fully Hydrogenated Oils แทน) เชื่อว่าคนไทยน่าจะหาอาหาร หรือวัตถุดิบทำอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ง่ายมากยิ่งขึ้น แม้ว่าจะต้องแลกมากับต้นทุนค่าใช้จ่ายที่อาจจะสูงบขึ้น แต่หากเราได้ทานอาหาร และขนมที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น คนไทยก็จะได้ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆ น้อยลงเช่นเดียวกัน

Posted on

ป้องกันสมองเสื่อม

สาเหตุเลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อย & สมองเสื่อม

กับวิธีป้องกันสมองเสื่อม

สาเหตุหลักๆที่คนเข้าใจเกี่ยวกับว่าทำไมเลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อยก็คือ การที่มีอะไรบางอย่างไปกดทับเส้นเลือดแต่ยังมีอีกหลายสาเหตุ ยกตัวอย่าง

-กระดูกคอข้อที่หนึ่งเคลื่อนไปเบียดทับเส้นประสาท หรือเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง
-กินอาหารที่ผัดน้ำมันบ่อยๆเป็นเวลานานแล้วเกิดไขมันเกาะตัวเหนียวสะสมในลำ ไส้ ก็มีโอกาสที่เลือดไปเลี้ยงได้น้อยเพราะระบบดูดซึมเสีย และถุงน้ำดีข้น
-มีพยาธิในลำไส้ หรือพยาธิที่ผิวหนังจะกัดกินเลือดในร่างกาย
-การไม่กินอาหารเช้าก็เป็นสาเหตุให้เลือดไม่เลี้ยงสมอง
-ถ้าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอจะเกิดอาการหลายอย่างจนหน้าตกใจ โดยจะมีอาการต่อไปนี้ เช่น ผมร่วง หน้าแก่เร็ว คออักเสบง่าย นอนไม่ค่อยหลับ นอนไม่เต็มอิ่ม ฝันบ่อย ปวดไหล่ ปวดหัวซีกเดียว ปวดหู ปวดกระบอกตา เป็นไซนัส เหงือกบวม เจ็บคอ เจ็บลิ้น ปวดชายโครง ปวดหลัง ปวดเข่า กระดูกสะโพกจะเคลื่อนได้ง่าย วิตกกังวล โดยอาจมีอาการหลายอย่างหรือที่ละอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆกัน

แต่การที่เลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อยนั่นสมองจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนการที่เลือดไปเลี้ยงสมองแต่ละส่วนอาการผิดปกติจะแตกต่างกันออกไปโดย
-ส่วนหน้าก็ขาดเลือดไปเลี้ยง เป็นเหตุให้เป็นต้อ จอประสาทเลือน ฉี่บ่อย
-ส่วนกลางถ้าขาดเลือดไปเลี้ยง เป็นเหตุให้มีอาการง่วงนอนบ่อยหรือง่วงนอนทั้งวัน เริ่มจำไม่ค่อยได้ประมาณว่าความจำในอดีตจะจำได้ดีแต่เรื่องที่เพิ่งพบมาจะจำ ไม่ค่อยได้
-ส่วนหลังถ้าขาดเลือดไปเลี้ยง เป็นเหตุให้เดินไม่ค่อยไหว แขนขาไม่มีแรง

สมองเสื่อม

สาเหตุของสมองเสื่อมอาจเกิดมาจากเลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง เพราะกินอาหารผัดน้ำมันเป็นประจำติดต่อกันหลายปี น้ำมันจะเกาะผนังลำไส้ทำให้ดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ไปเลี้ยงสมองไม่ ได้

วิธีดูแลสมอง
1.พยายามขับถ่ายระหว่างเวลา 05.00-07.00 น.
2.กินอาหารเช้าระหว่าง 07.00-09.00 น. เพื่อให้เลือด รับสารอาหารไปเลี้ยงสมอง และกินโยเกิร์ต-นมสด-น้ำผึ้ง-มะนาว ระหว่างเวลา 13.00-15.00 น. เพื่อล้างลำไส้เล็ก และเปลี่ยนขยะ ในลำไส้เล็กให้เป็นบี12 แล้วส่งไปบำรุงสมอง
3.ล้างระบบดูดซึมด้วยสูตรมะละกอดิบต้มกับน้ำชงชา
4.ใช้กระเจี๊ยบแดงแห้งหรือสด ต้มกับพุทราจีนแห้ง ใช้น้ำดื่มเพื่อล้างไขมัน
5.กินน้ำกระชาย แล้วกินน้ำใบบัวบกตามจะส่งบำรุงสมองได้โดยตรง
6.เป็นวิธีพื้นฐานที่สุดคือ การออกกำลังกาย
สำหรับคนที่ไม่เคยล้างลำไส้ให้ใช้สูตร มะละกอดิบแล้วกินเป็นประจำ

วิธีป้องกันสมองเสื่อม
แบมือใดก็ได้ซ้ายหรือขวาก็ได้
ใช้นิ้วโป้ง กดที่ นิ้วชี้ 2 ครั้ง
ใช้นิ้วโป้ง กดที่ นิ้วกลาง 1 ครั้ง
ใช้นิ้วโป้ง กดที่ นิ้วนาง 3 ครั้ง
ใช้นิ้วโป้ง กดที่ นิ้วก้อย 4 ครั้ง
ทำอย่างนี้ไปกลับนับ1ทำ50ครั้ง เมื่อทำครบร่างกายจะสร้างพลังงานแล้วจะหลั่งสาร เอนโดรฟิน

คุณรู้หรือไม่……การฝึกหายใจช้าๆลึกก็จะช่วยกระตุ้นเซลล์สมองนึกถึง เรื่องดีๆที่เคยทำแต่ในทางกลับกันถ้าหายใจเร็วๆถี่สมองจะคิดแต่เรื่องไม่ดี ที่เจอหรือทำลงไป

Cr: อ.สุทธิวัสส์ คำภา
นักธรรมชาติบำบัด
คัดลอกโดย: Jackie A.