Posted on

ยิ่งกินมะเร็งยิ่งถามหา

วันนี้เราจะพาไปดู อาหารและเครื่องดื่ม ที่ควรเลี่ยง เพราะมันอาจทำให้เราเป็นโรคมะเร็งได้ โรคมะเร็งเป็นโรคที่รักษายากมาก ๆ มันมันหายดี และเราจะพาไปดู 9 สิ่งที่ไม่ควรกินถ้าไม่อยากป่วยเป็นโรคมะเร็ง ไปดูกันว่าจะมีอะไรบ้าง

คำเตือน!! สำหรับคนที่ชอบบอกว่า กินมาเป็นปีแล้วไม่เห็นจะเป็นเลย กินมาเยอะแล้วยังไม่เห็นจะเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เราบอกไว้ ณ ที่นี้เลยนะว่ามันจะสะสมในร่างกายค แก่ไปแล้วร่างกายจะไม่ดี มีโรคแทรกซ้อน

1. บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ชาม มีสารปรุงแต่งกว่า 25 ชนิด เช่น โมโนโซเดียม กลูตาเมต (หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ ผงชูรส) , กรดซิตริก ,TBHQ (เป็นสารกันบูด หรือวัตถุกันหืนที่ได้จากปิโตเลียม) และอื่นๆ ฉะนั้นเด็กที่ทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นประจำ อาจจะก่อให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ

2. แฮม,ไส้กรอก

มีส่วนประกอบของสารปรุงแต่งต่างๆ เช่น โซเดียมไนไตรด์ ,โปแตสเซียมไนไตรท์ และอื่นๆ ไนไทรต์สามารถทำปฎิกิริยากับเอมีน (amine) ในอาหารกลายเป็นสารก่อมะเร็งที่ร้ายแรง คือไนโตรซามีน (nitrosamine) ซึ่งทำให้เกิดมะเร็งตับ กระเพาะอาหาร และหลอดอาหาร

3. คุกกี้

มีส่วนประกอบของสารปรุงแต่ง ได้แก่ โซเดียมเมแทไบซัลไฟต์ , กรดซิตริก , ซอร์บิทอล โซเดียมเมแทไบซัลไฟต์ ถ้าใช้ในปริมาณที่เกินกำหนด จะมีสารกำมะถันตกค้างในอาหารในปริมาณสูงและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

4. ไอศกรีม

มีส่วนประกอบของสารปรุงแต่ง ได้แก่ สารแต่งรส กลิ่น สี ,ไดอิธิลกลูคอล และอื่นๆ ซึ่งสารปรุงแต่งในไอศกรีมนี้เป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งบางประเทศออกกฎห้ามใช้สีมาผสมปรุงแต่งลงในอาหาร

5. มันฝรั่งทอดแผ่น

มีส่วนประกอบของสารปรุงแต่งต่างๆ เช่น โมโนโซเดียมกลูตาเมต (หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ ผงชูรส),ไดโซเดียม 5-กัวไนเลต และอื่นๆ ซึ่งสารเหล่านี้เป็นสารต้องห้ามในอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก

6. ผลไม้อบแห้ง

มีส่วนประกอบของสารปรุงแต่งต่างๆ เช่น กรดซิตริก,โพแทสเซียม ซอร์เบต,โซเดียมเบนโซเอต และอื่นๆ “โซเดียมเบนโซเอต” เป็นวัตถุเจือปนอาหารเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย และเชื้อราบางชนิด หากใช้ในปริมาณที่สูงจะทำให้ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร พิษกึ่งเฉียบพลันคือจะทำให้น้ำหนักลด ท้องเสีย ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อต่างๆเลือดออกในร่างกาย ตับ ไตใหญ่ขึ้น เป็นอัมพาตและตายในที่สุด

7. หมากฝรั่ง

มีส่วนประกอบของสารปรุงแต่งต่างๆ เช่น สารให้ความหวาน , ซอร์บิทอ , กรดซิตริก และอื่นๆ การกินอาหารที่มีซอร์บิทอลมากๆ ทำให้เกิดอาการท้องเสียและท้องอืด

8. ขนมเยลลี่และวุ้นสำเร็จรูป

มีส่วนประกอบของสารปรุงแต่งต่างๆ เช่น โพแทสเซียม ซอร์เบต,กรดซิตริก,คาร์ราจีแนน และอื่นๆ ถ้าเคยปวดท้อง ท้องไส้ปั่นป่วนเพราะอาหารการกิน อาจมีที่มาจากหลายสาเหตุ อาทิ อาการไวต่อกลูเต็น ซึ่งเป็นโปรตีนในธัญพืชอย่างข้าวสาลี ดื่มนมแล้วท้องเสีย เนื่องจากร่างกายขาดเอนไซม์ย่อยน้ำตาลแลคโทส หรือบางที กระเพาะอาหารของคุณอาจไวต่อคาร์ราจีแนน

9. ชานม

มีส่วนประกอบของสารปรุงแต่งต่างๆ เช่น โพแทสเซียม ซอร์เบต,โซเดียมเฮกซะเมต้าฟอสเฟส และอื่นๆ ในใบชามีสารออกซาเลทจำนวนมาก ดังนั้นหากเราดื่มชานมทุกวัน โอกาสที่สารออกซาเลทจะสะสมจนก่ออาการอุดตันในไต หรือทำให้เกิดโรคนิ่วในไตก็อาจเกิดขึ้นได้

ขอขอบคุณ soccer404

Posted on

คอเรสเตอรอลมีประโยชน์ ไม่มีโทษ

ช๊อค ความเชื่อคนทั้งโลก เมื่อผลวิจัยเผย “คอเรสเตอรอล” มีแต่ประโยชน์ ไม่มีโทษ

นิตยสารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาอย่าง TIME ได้เผยถึงบทความเกี่ยวกับ Ending the War on Fat “ความจริงของคอเรสเตอรอล” ที่ทุกๆ คนเข้าใจผิดมาตลอด 60 ปี ที่ว่าคอเรสเตอรอลเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดหลอดเลือดหัวใจและสมองนั้น ไม่เป็นความจริงอีกต่อไป คอเรสเตอรอลไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อร่างกาย แถมยังมีประโยชน์อีกมากมายด้วย ส่งผลให้บทความนี้ช็อคไปทั้งวงการแพทย์ทั่วโลกเลยทีเดียว

ส่วนตัวการที่แท้จริงกลับเป็น “ไขมันทรานส์” ไขมันผิดธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาผ่านกรรมวิธีของมนุษย์ มักพบอยู่ใน น้ำมันพืช น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันทานตะวัน น้ำมันรำข้าว ที่มีไขมันไม่อิ่มตัว โดยผ่านกรรมวิธีเติมไฮโรเจน เพื่อให้สามารถใช้ในการทอดได้ที่ความร้อนสูงๆ จนเกิดเป็นสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกาย และส่งผลให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจ และมะเร็งอีกด้วย

แล้วประโยชน์ของ “คอเรสเตอรอล” ล่ะ มีอะไรบ้าง ?

1.) ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน ที่ใช้จัดการกับความเครียดในชีวิตประจำวัน และฮอร์โมนนี้ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคมะเร็งด้วย

2.) จำเป็นต่อการผลิตฮอร์โมนเพศ

3.) ใช้คู่กับวิตามินดี เพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย กระดูก เส้นประสาท กล้ามเนื้อ การเผาผลาญอาหาร การผลิตอินซูลินและภูมิคุ้มกันร่างกาย

4.) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันความเสียหายไปยังเนื้อเยื่อ

5.) อยู่ในนมแม่ เป็นส่วนช่วยในการพัฒนาสมอง ระบบประสาท และภูมิคุ้มกันของเด็กทารก

6.) เป็นส่วนประกอบในการสร้างน้ำดีในตับ น้ำดีมีความสำคัญต่อกระบวนการย่อยอาหารและการดูดซึมของไขมัน

7.) จำเป็นสำหรับการทำงานของลำไส้และรักษาความสมบูรณ์ของผนังลำไส้ หากคอเลสเตอรอลต่ำอาจนำไปสู่โรคลำไส้รั่วและปัญหาทางเดินอาหาร

8.) มีส่วนช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหาย นี่คือเหตุผลที่คอเรสตอรอลของคนสูงอายุถึงมีค่าสูง เพราะมันมีประโยชน์ต่อคนสูงอายุ

สุดท้ายนี้ การกินไข่เกินวันละ 2 ฟอง ก็ไม่ได้มีโทษอีกต่อไป นี่อาจเป็นเรื่องที่ช็อคคนทั่วโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์การแพทย์ก็เป็นได้

For decades, it has been the most vilified nutrient in the American diet. But new science reveals fat isn’t what’s hurting our health

The taste of my childhood was the taste of skim milk. We spread bright yellow margarine on dinner rolls, ate low-fat microwave oatmeal flavored with apples and cinnamon, put nonfat ranch on our salads. We were only doing what we were told. In 1977, the year before I was born, a Senate committee led by George McGovern published its landmark “Dietary Goals for the United States,” urging Americans to eat less high-fat red meat, eggs and dairy and replace them with more calories from fruits, vegetables and especially carbohydrates.

By 1980 that wisdom was codified. The U.S. Department of Agriculture (USDA) issued its first dietary guidelines, and one of the primary directives was to avoid cholesterol and fat of all …

ที่มา : fxdio | time

Posted on

ปริมาณไขมันทรานส์ในอาหาร

ไขมันทรานส์ คือไขมันที่เป็นตัวร้ายที่ก้อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายสารพัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นจนเกินมาตรฐาน รอบเอวที่หนาขึ้น ไขมันที่เกาะอยู่ภายในหลอดเลือดต่างๆ จนเป็นสาเหตุของโรคอันตรายมากมาย เช่น หลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดสมองตัน จนเป็นอัมพฤกต์ อัมพาต หรือโรคหัวใจวายเฉียบพลันได้

ดังนั้น การระมัดระวังปริมาณไขมันทรานส์ในอาหารจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อจำกัดพลังงานที่เราได้รับจากอาหาร และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอันตรายเหล่านี้

รศ.วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เราไม่ควรทานอาหารที่มีปริมาณไขมันทรานส์มากกว่า 0.5 กรัม หรือ 500 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และใน 1 วันไม่ควรทานไขมันทรานส์เกิน 2.2 กรัม หรือ 2,200 มิลลิกรัม ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าอาหารชนิดได มีปริมาณไขมันทรานส์สูง และควรระมัดระวังในการทานบ้าง

ปริมาณไขมันทรานส์ในอาหาร ต่อ 100 กรัม

แฮมเบอร์เกอร์ไก่ 102 มิลลิกรัม

ขนมปังเนยสด 104 มิลลิกรัม

คัสตาร์ดเค้ก 105.67 มิลลิกรัม

ซาลาเปาทอด 141 มิลลิกรัม

ข้าวโพดคั่ว 142 มิลลิกรัม

โดนัทโรยน้ำตาล 159 มิลลิกรัม

พายกรอบ 163 มิลลิกรัม

หมี่กรอบ 166 มิลลิกรัม

เต้าหู้ทอด 184 มิลลิกรัม

ปาท่องโก๋ 187 มิลลิกรัม

 

เอแคลร์ 211 มิลลิกรัม

ขนมปังทาเนยอบกรอบ 219 มิลลิกรัม

คุกกี้แซนวิชสอดไส้ครีมรสนม 224 มิลลิกรัม

ข้าวโพดทอด 234 มิลลิกรัม

เค้กผลไม้ 236 มิลลิกรัม

ไก่ทอด 239 มิลลิกรัม

เนื้อทอด 245 มิลลิกรัม

เค้กกล้วยหอม 258 มิลลิกรัม

หมูทอด 260 มิลลิกรัม

แยมโรล 262 มิลลิกรัม

ขนมปังไส้กรอก 263 มิลลิกรัม

บราวนี่ 286 มิลลิกรัม

ขนมขาไก่ 288 มิลลิกรัม

 

คุกกี้เนย 309 มิลลิกรัม

มันฝรั่งทอด 329 มิลลิกรัม

ทอฟฟี่เค้ก 373.7 มิลลิกรัม

เค้กสอดไส้ครีมคัสตาร์ด 378 มิลลิกรัม

พายทูน่า 395 มิลลิกรัม

เวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลต 396 มิลลิกรัม

ปลาซิวแก้ว 397 มิลลิกรัม

เค้กเนย 400 มิลลิกรัม

โดนัท (ไส้บาวาเรียน) 675 มิลลิกรัม

 

เท่านี้เราก็รู้ปริมาณของอาหารที่เราควรทานกันคร่าวๆ แล้วว่า เราควรทานมากน้อยแค่ไหน เพื่อไม่ให้ร่างกายของเรามีปริมาณไขมันทรานส์มากเกินไป อาหารเหล่านี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ แต่ควรจำกัดปริมาณในการทานให้ดี มิฉะนั้นโรคภัยต่างๆ อาจถามหาคุณได้เร็วๆ นี้
Posted on

ไขมันทรานส์

"ไขมันทรานส์" คืออะไร? มีในอาหารใด? อันตรายอย่างไร?

ไขมันทรานส์ คืออะไร?

ไขมันทรานส์ (trans fat) เป็นหนึ่งในประเภทของไขมันทั้งหมดที่มีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภทคือ ไขมันอิ่มตัว ไขมันไม่อิ่มตัว และไขมันทรานส์ ที่มีส่วนประกอบหลักคือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีโครงสร้างชนิดทรานส์ พบได้เล็กน้อยจากไขมันในเนื้อสัตว์ และนม แต่ส่วนใหญ่ไขมันทรานส์จะเป็นไขมันที่ได้จากการสังเคราะห์ระหว่างกระบวนการผลิตอาหาร โดยการเติมไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันพืช เพื่อทำให้น้ำมันพืชแข็งตัวมากขึ้น และทำให้ไขมันที่ได้ดังกล่าวช่วยยืดอายุของอาหารได้มากขึ้น และเพิ่มความคงตัวของรสชาติอาหารได้ นอกจากนี้ยังมีราคาถูกกว่าไขมันทั่วไป ดังนั้นวงการอุตสาหกรรม หรือผู้ประกอบการต่างๆ จึงนิยมใช้อาหาร หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไขมันทรานส์มาประกอบอาหาร

 

อาหาร หรือส่วนประกอบของอาหารที่มีไขมันทรานส์ ได้แก่

เนยขาว มาร์การีน ครีมเทียม ครีมเทียมข้นหวาน (ที่นิยมนำมาใช้ทำขนม ผสมเครื่องดื่มต่างๆ แทนเนยสด ครีมจริง หรือนมข้นหวานล้วน) ดังนั้นเราถึงพบอาหารที่มีไขมันทรานส์สูงในอาหารตระกูลขนมหวานฝรั่งอย่าง คุกกี้ เค้ก โดนัท วิปครีม พาย ขนมกรุบกรอบต่างๆ อาหารฟาสต์ฟู้ดต่างๆ เครื่องดื่มต่างๆ และอาหารที่มีส่วนประกอบที่กล่าวไว้ข้างต้นทั้งหมด

นอกจากนี้ หากคิดว่าสามารถพลิกดูส่วนประกอบของอาหารจากตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการที่ผลิตภัณฑ์แล้ว แม้ว่าจะพบว่ามี Trans Fat หรือไขมันทรานส์เป็นเลข 0 แต่ก็ไม่ได้หมายความในอาหารนั้นๆ จะไม่มีไขมันทรานส์อยู่เลย เพราะผู้ผลิตอาศัยช่องโหว่ของการจำกัดตัวเลขในฉลากบรรจุภัณฑ์ว่า หากมีปริมาณของส่วนประกอบนั้นๆ น้อยกว่า 1 กรัมกล่าวคือตั้งแต่ 0.9 กรัมเป็นต้นไป จะสามารถปัดตัวเลขให้เหลือแค่ 0 โดยไม่ต้องแสดงจุดทศนิยมได้ ดังนั้นในหลายๆ ผลิตภัณฑ์จึงอาจจะมีไขมันทรานส์ได้มากถึง 0.9 กรัมต่อ 1 หน่วยบริโภคนั่นเอง หากผลิตภัณฑ์นั้นๆ ใส่ในบรรจุภัณฑ์ที่แสดงอาหารทั้งหมดมี 2 หน่วยบริโภค คือต้องแบ่งทาน 2 ครั้ง นั่นอาจหมายถึงมีความเป็นไปได้ว่าเราอาจมีความเสี่ยงที่จะทานไขมันทรานส์เข้าไปมากถึง 1.8 กรัมนั่นเอง (หากเราทานคนเดียวหมดทั้งห่อ/กล่องนั้นๆ) แม้ว่าในฉลากของผลิตภัณฑ์จะแสดงตัวเลขว่ามีไขมันทรานส์ 0 กรัม นั่นเอง

อันตรายของไขมันทรานส์

การทานอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันทรานส์มากๆ หรือติดต่อกันนานๆ อาจส่งผลเพิ่มความเสี่ยงอันตรายต่อร่างกาย ดังนี้

  • โรคอ้วน
  • หัวใจ และหลอดเลือด เช่น หัวใจขาดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบ/ตัน
  • หลอดเลือดสมองตีบ/ตัน
  • ไขมันในเลือดสูง
  • โรคเบาหวาน
  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์
  • จอประสาทตาเสื่อม
  • นิ่วในถุงน้ำดี

ซึ่งโรคเหล่านี้อันตราย และหากมีอาการรุนแรงจะส่งผลต่อชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่นาที หากเราทานอาหารที่มีไขมันทรานส์ค่อนข้างมาก และไม่เคยตรวจสุขภาพหาค่าไขมันในเลือดมาก่อน

 

ลด ละ เลิก การทานไขมันทรานส์

อาจจะเป็นเรื่องยากหากเราไม่ได้ซื้อวัตถุดิบมาปรุงอาหารเอง หรือในท้องตลาดอาจจะมีวัตถุดิบที่ปราศจากไขมันทรานส์ได้น้อย แต่หลังจากมีการประกาศให้ผู้ผลิต และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันทรานส์หยุดการผลิต จำหน่าย และเร่งปรับปรุงสูตรเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ประกอบอาหารที่ไม่มีไขมันทรานส์ได้แล้ว (ใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนเต็มส่วน หรือ Fully Hydrogenated Oils แทน) เชื่อว่าคนไทยน่าจะหาอาหาร หรือวัตถุดิบทำอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ง่ายมากยิ่งขึ้น แม้ว่าจะต้องแลกมากับต้นทุนค่าใช้จ่ายที่อาจจะสูงบขึ้น แต่หากเราได้ทานอาหาร และขนมที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น คนไทยก็จะได้ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆ น้อยลงเช่นเดียวกัน

Posted on

ป้องกันสมองเสื่อม

สาเหตุเลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อย & สมองเสื่อม

กับวิธีป้องกันสมองเสื่อม

สาเหตุหลักๆที่คนเข้าใจเกี่ยวกับว่าทำไมเลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อยก็คือ การที่มีอะไรบางอย่างไปกดทับเส้นเลือดแต่ยังมีอีกหลายสาเหตุ ยกตัวอย่าง

-กระดูกคอข้อที่หนึ่งเคลื่อนไปเบียดทับเส้นประสาท หรือเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง
-กินอาหารที่ผัดน้ำมันบ่อยๆเป็นเวลานานแล้วเกิดไขมันเกาะตัวเหนียวสะสมในลำ ไส้ ก็มีโอกาสที่เลือดไปเลี้ยงได้น้อยเพราะระบบดูดซึมเสีย และถุงน้ำดีข้น
-มีพยาธิในลำไส้ หรือพยาธิที่ผิวหนังจะกัดกินเลือดในร่างกาย
-การไม่กินอาหารเช้าก็เป็นสาเหตุให้เลือดไม่เลี้ยงสมอง
-ถ้าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอจะเกิดอาการหลายอย่างจนหน้าตกใจ โดยจะมีอาการต่อไปนี้ เช่น ผมร่วง หน้าแก่เร็ว คออักเสบง่าย นอนไม่ค่อยหลับ นอนไม่เต็มอิ่ม ฝันบ่อย ปวดไหล่ ปวดหัวซีกเดียว ปวดหู ปวดกระบอกตา เป็นไซนัส เหงือกบวม เจ็บคอ เจ็บลิ้น ปวดชายโครง ปวดหลัง ปวดเข่า กระดูกสะโพกจะเคลื่อนได้ง่าย วิตกกังวล โดยอาจมีอาการหลายอย่างหรือที่ละอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆกัน

แต่การที่เลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อยนั่นสมองจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนการที่เลือดไปเลี้ยงสมองแต่ละส่วนอาการผิดปกติจะแตกต่างกันออกไปโดย
-ส่วนหน้าก็ขาดเลือดไปเลี้ยง เป็นเหตุให้เป็นต้อ จอประสาทเลือน ฉี่บ่อย
-ส่วนกลางถ้าขาดเลือดไปเลี้ยง เป็นเหตุให้มีอาการง่วงนอนบ่อยหรือง่วงนอนทั้งวัน เริ่มจำไม่ค่อยได้ประมาณว่าความจำในอดีตจะจำได้ดีแต่เรื่องที่เพิ่งพบมาจะจำ ไม่ค่อยได้
-ส่วนหลังถ้าขาดเลือดไปเลี้ยง เป็นเหตุให้เดินไม่ค่อยไหว แขนขาไม่มีแรง

สมองเสื่อม

สาเหตุของสมองเสื่อมอาจเกิดมาจากเลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง เพราะกินอาหารผัดน้ำมันเป็นประจำติดต่อกันหลายปี น้ำมันจะเกาะผนังลำไส้ทำให้ดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ไปเลี้ยงสมองไม่ ได้

วิธีดูแลสมอง
1.พยายามขับถ่ายระหว่างเวลา 05.00-07.00 น.
2.กินอาหารเช้าระหว่าง 07.00-09.00 น. เพื่อให้เลือด รับสารอาหารไปเลี้ยงสมอง และกินโยเกิร์ต-นมสด-น้ำผึ้ง-มะนาว ระหว่างเวลา 13.00-15.00 น. เพื่อล้างลำไส้เล็ก และเปลี่ยนขยะ ในลำไส้เล็กให้เป็นบี12 แล้วส่งไปบำรุงสมอง
3.ล้างระบบดูดซึมด้วยสูตรมะละกอดิบต้มกับน้ำชงชา
4.ใช้กระเจี๊ยบแดงแห้งหรือสด ต้มกับพุทราจีนแห้ง ใช้น้ำดื่มเพื่อล้างไขมัน
5.กินน้ำกระชาย แล้วกินน้ำใบบัวบกตามจะส่งบำรุงสมองได้โดยตรง
6.เป็นวิธีพื้นฐานที่สุดคือ การออกกำลังกาย
สำหรับคนที่ไม่เคยล้างลำไส้ให้ใช้สูตร มะละกอดิบแล้วกินเป็นประจำ

วิธีป้องกันสมองเสื่อม
แบมือใดก็ได้ซ้ายหรือขวาก็ได้
ใช้นิ้วโป้ง กดที่ นิ้วชี้ 2 ครั้ง
ใช้นิ้วโป้ง กดที่ นิ้วกลาง 1 ครั้ง
ใช้นิ้วโป้ง กดที่ นิ้วนาง 3 ครั้ง
ใช้นิ้วโป้ง กดที่ นิ้วก้อย 4 ครั้ง
ทำอย่างนี้ไปกลับนับ1ทำ50ครั้ง เมื่อทำครบร่างกายจะสร้างพลังงานแล้วจะหลั่งสาร เอนโดรฟิน

คุณรู้หรือไม่……การฝึกหายใจช้าๆลึกก็จะช่วยกระตุ้นเซลล์สมองนึกถึง เรื่องดีๆที่เคยทำแต่ในทางกลับกันถ้าหายใจเร็วๆถี่สมองจะคิดแต่เรื่องไม่ดี ที่เจอหรือทำลงไป

Cr: อ.สุทธิวัสส์ คำภา
นักธรรมชาติบำบัด
คัดลอกโดย: Jackie A.

Posted on

ผัก-ผลไม้ เป็นยา

10 อาหาร “ดีท็อกซ์” ร่างกาย ขับของเสีย-ทานง่านถ่ายคล่อง

 1. ผลไม้

แน่นอนว่าถ้าอยากเพิ่มกากใยอาหารให้เราถ่ายคล่องขึ้น ก็ต้องมาจากผลไม้ที่แหละ ผลไม้เป็นอาหารที่มีปริมาณน้ำมาก ย่อยง่าย มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมายอีกด้วย เพียงแต่เคล็ดลับอยู่ที่การเลือกทานผลไม้ที่มีปริมาณน้ำมาก และรสไม่หวานจัดจนเกินไป เช่น แตงโม ชมพู่ หรือสับปะรด เท่านี้ก็เรียบร้อยค่ะ

2. ผักใบเขียว

ผักใบเขียวทั้งหลาย ไล่มาเลยตั้งแต่คะน้า ผักกาดหอม กวางตุ้ง คื่นช่าย ผักโขม และอื่นๆ ช่วยล้างสารพิษจากตับได้เป็นอย่างดี แถมยังเพิ่มสารอาหารดีๆ ให้กับร่างกายได้โดยตรงอีกด้วย หากจะปั่นรวมกันก็ไม่ควรแยกกากนะคะ ดื่มเข้าไปเลยทั้งกากนั่นแหละ

3. มะนาวเหลือง มะนาวเขียว และส้ม

เคยได้ยินที่ฝรั่งเรียก “ซีตรัส” หรือเปล่า เขาหมายถึงผักผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวนั่นแหละค่ะ คงเคยได้ยินว่าผักผลไม้รสเปรี้ยวช่วยเพิ่มความสดชื่น ช่วยในเรื่องของการขับถ่าย และเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ดีท็กซ์ร่างกายได้ง่ายๆ แค่ดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาว หรือส้ม นอกจากนี้ยังป้องกันหวัดจากวิตามินซีในซีตรัสเหล่านี้อีกด้วย

4. กระเทียม

กระเทียมเป็นหนึ่งในผักที่ดีท็อกซ์ร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยมเลยล่ะค่ะ เพราะกระเทียมช่วยกระตุ้นตับให้ผลิตเอนไซม์ที่จะมาช่วยดีท็อกซ์ร่างกายได้ โดยเอนไซม์ตัวนี้จะตรงเข้าช่วยกันพวกสารพิษต่างๆ ออกจากระบบย่อยอาหาร จะทานสด หรือใส่ลงไปในอาหารก็ได้เลยค่ะ

5. ต้นอ่อนบร็อคโคลี่

อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูนัก แต่หากทราบสรรพคุณแล้วอาจจะอยากหามาทานขึ้นมาทันที เพราะต้นอ่อนบร็อคโคลี่เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นการสร้างเอนไซม์ที่จะช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย แถมยังช่วยดีท็อกซ์ร่างกายได้ดีกว่าบร็อคโคลี่ที่โตเต็มที่เสียอีก

6. ชาเขียว

น่าจะทราบกันมานานแล้วล่ะว่าชาเชียวช่วยดีท็อกซ์ร่างกายได้ นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อ “แคทีซิน” ที่ช่วยในการทำงานของตับอีกด้วย

7. ถั่วเขียว

ถั่วเขียวช่วยเพิ่มการทำงานของระบบขับถ่าย ดูดซับสารพิษจากผนังลำไส้ และขับออกไปพร้อมกับอุจจาระ ดีแบบนี้ทานต้มถั่วเขียว (หวานน้อย” กันเยอะๆ เลยนะ

8. ผักสด

ทราบกันใช่ไหมว่าบางครั้งคุณค่าทางสารอาหารในผักจะลดลง หากนำไปประกอบอาหารโดยใช้ความร้อนมากเกินไป (ยดเว้นผักบางชนิด เช่น มะเขือเทศ) แต่ผักอย่างเช่น หัวหอม แครอท หม่อไม้ฝรั่ง บร็อคโคลี่ ผักกาด ดอกกะหล่ำ กระเทียม ทานสดจะมีคุณค่าทางสารอาหารมากกว่า ช่วยดีท็อกซ์สารพิษจากตับได้ดีเลยทีเดียว

9. ถั่ว และเมล็ดพืช

ไล่มาเลยตั้งแต่เมล็ดแฟล็กซ์ เมล็ดฟักทอง อัลมอนด์ วอลนัท เมล็ดเจีย เม็ดแมงลัก เมล็ดทานตะวัน และอื่นๆ มีสารต้านอนุมูลอิสระ เต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหาร และช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้ดี โดยเฉพาะใครที่อยากควบคุมน้ำหนัก ทานได้เลย

10. น้ำมันโอเมก้า 3

นอกจากหาทานได้จากแหล่งอาหารธรรมชาติอย่างปลาทะเลน้ำลึก แล้ว ยังหาได้จากธัญพืชต่างๆ อย่างเมล็ดแฟล็ก อโวคาโด และมะกอกอีกด้วย ช่วยดีท็อกซ์ แล้วยังบำรุงสมองได้ดีด้วยนะ

 

หาทานอาหารชนิดไหนได้ง่าย ก็เลือกทานอย่างนั้นนะคะ แต่ลองสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันบ้างก็จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลายมากขึ้นไปด้วย และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ดื่มน้ำให้เพียงพอค่ะ น้ำเปล่าธรรมดาๆ นี่แหละที่จะช่วยดีท็อกซ์ร่างกายได้ ไม่ต้องเสียเงินเยอะด้วยเนอะ

ขอขอบคุณ

ข้อมูล : globalhealingcenter.com

Posted on

ดื่มน้ำเย็น อันตราย

◆ ใครจะไปเชื่อว่า..การดื่มน้ำเย็นจะมีพิษมีภัย และให้โทษได้ถึงขนาดนี้

♣ หมอได้พบผู้ป่วยที่มีอาการแขนขาอ่อนแรง หรือที่เรียกกันว่า โรคอัมพฤกษ์ ซึ่งสืบค้นต้นตอไปๆมาๆ ก็พบว่า สาเหตุมาจากพฤติกรรมการดื่มน้ำเย็น หรือ น้ำแข็งเป็นประจำนั่นเอง ผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า ไม่กินผักมาตั้งแต่เล็กๆ รับประทานแต่เนื้อสัตว์ ที่สำคัญคือชอบดื่มน้ำเย็นเป็นประจำมาตั้งแต่เด็ก และต้องเป็นน้ำเย็นจากตู้เย็นเท่านั้น

■ ก่อนที่จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้น ร่างกายผู้ป่วยได้ส่งสัญญาณเตือนมาหลายครั้ง เช่น มึนเวียนศีรษะง่าย เห็นเหมือนแสงไฟแวบๆขณะกระพริบตา การพูดเริ่มติดๆขัดๆ สุดท้ายเกิดอาการวูบกะทันหัน ต้องนำส่งโรงพยาบาล เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งผู้ป่วยก็ไม่สามารถขยับร่างกายซีกซ้ายได้แล้ว นี่คืออาการของโรคเส้นเลือดตีบที่สมองในวัยเพียง 40 ปี ที่ชอบทานแต่น้ำเย็นมาตลอดเวลา

★ การดื่มน้ำเย็น สำหรับคนไทยนั้น ทำให้ “ไต ต้องรับกำจัดความเย็นออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว
ขับน้ำเย็นมากักเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ เตรียมขับออกเป็นน้ำปัสสาวะ ทำให้ผู้ที่ชอบทานน้ำเย็นก็ยิ่ง
ขาดน้ำจนเลือดข้นหนืดไปหมด ประกอบกับหลอดเลือดที่เริ่มแข็งกระด้างไม่ยืดหยุ่น ทำให้มีคราบไขมัน และของเสียไปยึดเกาะตามผนังหลอดเลือดจนเกิดการพอกพูน กลายเป็นโรคหลอดเลือดตีบ ก็เพราะน้ำเย็นที่ชอบทานเป็นประจำนั่นเอง

★ ไตของเราเปรียบเสมือนเครื่องกรองน้ำอันน่าอัศจรรย์ ทำหน้าที่ช่วยกรองของเสียออกจากเลือด แล้วขับออกทางปัสสาวะการทำหน้าที่ตลอด 24 ชม. ไม่มีวันหยุดของไตนั้น ถ้าเราไปซ้ำเติมด้วยการรับประทานสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกาย รวมทั้งน้ำเย็นด้วยก็จะทำให้ เกิดภาวะไตอ่อนแอและจะส่งสัญญาณร้อง
ให้เราทราบดังนี้

★ 1.ปัสสาวะบ่อยขึ้น อั้นปัสสาวะไม่ได้นาน ดื่มน้ำเข้าไปแล้วต้องวิ่งเข้าห้องน้ำบ่อยๆ
กลางคืนก็ต้องลุกขึ้นเข้าห้องน้ำหลายเที่ยว

★ 2.มีอาการปวดหลัง ปวดเอวบ่อยๆ โดยเฉพาะเวลานั่งนานๆ

★ 3.ปวดเมื่อยตามข้อ และ ร่างกายง่าย เช่น ปวดข้อเข่า ปวดต้นคอ

★ 4.หลอดเลือดตีบตัน หรือ หลอดเลือดแข็งได้ง่าย

★ หากใครยังทาน…….

● น้ำเย็น นมเย็น ●กาแฟเย็น น้ำอัดลม ●น้ำหวานเย็น ชาเย็น อยู่เป็นประจำ ●มีอาการปวดหลังแน่ๆ
ก็ต้องดูแลตนเองง่ายๆ ดังนี้

■ 1.ปรับเลือดที่หนืดข้น ให้หายข้นด้วยการเพิ่มน้ำเข้ากระแสเลือด โดยทานน้ำอุ่นให้ได้ 8-10 แก้ว ทุกวัน

■ 2.ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวกอย่างต่อเนื่อง ด้วยการออกกำลังเป็นประจำที่สามารถทำได้ หรือ อาจใช้การจัดกระดูก ช่วยให้เลือดไหลเวียนสม่ำเสมอ

■ 3.ไม่กินอาหารเนื้อสัตว์ ของทอด ◆ของหวานจัดเพราะ ◆ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ
ปริมาณมากจนทำให้ หลอดเลือดแข็ง หรือ ตีบตันได้ง่าย

■ 4.งดการทานน้ำเย็นเด็ดขาด รู้แล้วอย่าเฉยเมยนะควรปฎิบัติด้วย และรู้แล้วอย่าเก็บไว้คนเดียวโปรด
แบ่งปันให้คนรอบข้างของตัวเรา

★ พันเอก ดร.นพ.ดำรง หมอประจำพระองค์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว