Posted on

ปริมาณไขมันทรานส์ในอาหาร

ไขมันทรานส์ คือไขมันที่เป็นตัวร้ายที่ก้อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายสารพัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นจนเกินมาตรฐาน รอบเอวที่หนาขึ้น ไขมันที่เกาะอยู่ภายในหลอดเลือดต่างๆ จนเป็นสาเหตุของโรคอันตรายมากมาย เช่น หลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดสมองตัน จนเป็นอัมพฤกต์ อัมพาต หรือโรคหัวใจวายเฉียบพลันได้

ดังนั้น การระมัดระวังปริมาณไขมันทรานส์ในอาหารจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อจำกัดพลังงานที่เราได้รับจากอาหาร และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอันตรายเหล่านี้

รศ.วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เราไม่ควรทานอาหารที่มีปริมาณไขมันทรานส์มากกว่า 0.5 กรัม หรือ 500 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และใน 1 วันไม่ควรทานไขมันทรานส์เกิน 2.2 กรัม หรือ 2,200 มิลลิกรัม ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าอาหารชนิดได มีปริมาณไขมันทรานส์สูง และควรระมัดระวังในการทานบ้าง

ปริมาณไขมันทรานส์ในอาหาร ต่อ 100 กรัม

แฮมเบอร์เกอร์ไก่ 102 มิลลิกรัม

ขนมปังเนยสด 104 มิลลิกรัม

คัสตาร์ดเค้ก 105.67 มิลลิกรัม

ซาลาเปาทอด 141 มิลลิกรัม

ข้าวโพดคั่ว 142 มิลลิกรัม

โดนัทโรยน้ำตาล 159 มิลลิกรัม

พายกรอบ 163 มิลลิกรัม

หมี่กรอบ 166 มิลลิกรัม

เต้าหู้ทอด 184 มิลลิกรัม

ปาท่องโก๋ 187 มิลลิกรัม

 

เอแคลร์ 211 มิลลิกรัม

ขนมปังทาเนยอบกรอบ 219 มิลลิกรัม

คุกกี้แซนวิชสอดไส้ครีมรสนม 224 มิลลิกรัม

ข้าวโพดทอด 234 มิลลิกรัม

เค้กผลไม้ 236 มิลลิกรัม

ไก่ทอด 239 มิลลิกรัม

เนื้อทอด 245 มิลลิกรัม

เค้กกล้วยหอม 258 มิลลิกรัม

หมูทอด 260 มิลลิกรัม

แยมโรล 262 มิลลิกรัม

ขนมปังไส้กรอก 263 มิลลิกรัม

บราวนี่ 286 มิลลิกรัม

ขนมขาไก่ 288 มิลลิกรัม

 

คุกกี้เนย 309 มิลลิกรัม

มันฝรั่งทอด 329 มิลลิกรัม

ทอฟฟี่เค้ก 373.7 มิลลิกรัม

เค้กสอดไส้ครีมคัสตาร์ด 378 มิลลิกรัม

พายทูน่า 395 มิลลิกรัม

เวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลต 396 มิลลิกรัม

ปลาซิวแก้ว 397 มิลลิกรัม

เค้กเนย 400 มิลลิกรัม

โดนัท (ไส้บาวาเรียน) 675 มิลลิกรัม

 

เท่านี้เราก็รู้ปริมาณของอาหารที่เราควรทานกันคร่าวๆ แล้วว่า เราควรทานมากน้อยแค่ไหน เพื่อไม่ให้ร่างกายของเรามีปริมาณไขมันทรานส์มากเกินไป อาหารเหล่านี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ แต่ควรจำกัดปริมาณในการทานให้ดี มิฉะนั้นโรคภัยต่างๆ อาจถามหาคุณได้เร็วๆ นี้
Posted on

ไขมันทรานส์

"ไขมันทรานส์" คืออะไร? มีในอาหารใด? อันตรายอย่างไร?

ไขมันทรานส์ คืออะไร?

ไขมันทรานส์ (trans fat) เป็นหนึ่งในประเภทของไขมันทั้งหมดที่มีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภทคือ ไขมันอิ่มตัว ไขมันไม่อิ่มตัว และไขมันทรานส์ ที่มีส่วนประกอบหลักคือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีโครงสร้างชนิดทรานส์ พบได้เล็กน้อยจากไขมันในเนื้อสัตว์ และนม แต่ส่วนใหญ่ไขมันทรานส์จะเป็นไขมันที่ได้จากการสังเคราะห์ระหว่างกระบวนการผลิตอาหาร โดยการเติมไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันพืช เพื่อทำให้น้ำมันพืชแข็งตัวมากขึ้น และทำให้ไขมันที่ได้ดังกล่าวช่วยยืดอายุของอาหารได้มากขึ้น และเพิ่มความคงตัวของรสชาติอาหารได้ นอกจากนี้ยังมีราคาถูกกว่าไขมันทั่วไป ดังนั้นวงการอุตสาหกรรม หรือผู้ประกอบการต่างๆ จึงนิยมใช้อาหาร หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไขมันทรานส์มาประกอบอาหาร

 

อาหาร หรือส่วนประกอบของอาหารที่มีไขมันทรานส์ ได้แก่

เนยขาว มาร์การีน ครีมเทียม ครีมเทียมข้นหวาน (ที่นิยมนำมาใช้ทำขนม ผสมเครื่องดื่มต่างๆ แทนเนยสด ครีมจริง หรือนมข้นหวานล้วน) ดังนั้นเราถึงพบอาหารที่มีไขมันทรานส์สูงในอาหารตระกูลขนมหวานฝรั่งอย่าง คุกกี้ เค้ก โดนัท วิปครีม พาย ขนมกรุบกรอบต่างๆ อาหารฟาสต์ฟู้ดต่างๆ เครื่องดื่มต่างๆ และอาหารที่มีส่วนประกอบที่กล่าวไว้ข้างต้นทั้งหมด

นอกจากนี้ หากคิดว่าสามารถพลิกดูส่วนประกอบของอาหารจากตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการที่ผลิตภัณฑ์แล้ว แม้ว่าจะพบว่ามี Trans Fat หรือไขมันทรานส์เป็นเลข 0 แต่ก็ไม่ได้หมายความในอาหารนั้นๆ จะไม่มีไขมันทรานส์อยู่เลย เพราะผู้ผลิตอาศัยช่องโหว่ของการจำกัดตัวเลขในฉลากบรรจุภัณฑ์ว่า หากมีปริมาณของส่วนประกอบนั้นๆ น้อยกว่า 1 กรัมกล่าวคือตั้งแต่ 0.9 กรัมเป็นต้นไป จะสามารถปัดตัวเลขให้เหลือแค่ 0 โดยไม่ต้องแสดงจุดทศนิยมได้ ดังนั้นในหลายๆ ผลิตภัณฑ์จึงอาจจะมีไขมันทรานส์ได้มากถึง 0.9 กรัมต่อ 1 หน่วยบริโภคนั่นเอง หากผลิตภัณฑ์นั้นๆ ใส่ในบรรจุภัณฑ์ที่แสดงอาหารทั้งหมดมี 2 หน่วยบริโภค คือต้องแบ่งทาน 2 ครั้ง นั่นอาจหมายถึงมีความเป็นไปได้ว่าเราอาจมีความเสี่ยงที่จะทานไขมันทรานส์เข้าไปมากถึง 1.8 กรัมนั่นเอง (หากเราทานคนเดียวหมดทั้งห่อ/กล่องนั้นๆ) แม้ว่าในฉลากของผลิตภัณฑ์จะแสดงตัวเลขว่ามีไขมันทรานส์ 0 กรัม นั่นเอง

อันตรายของไขมันทรานส์

การทานอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันทรานส์มากๆ หรือติดต่อกันนานๆ อาจส่งผลเพิ่มความเสี่ยงอันตรายต่อร่างกาย ดังนี้

  • โรคอ้วน
  • หัวใจ และหลอดเลือด เช่น หัวใจขาดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบ/ตัน
  • หลอดเลือดสมองตีบ/ตัน
  • ไขมันในเลือดสูง
  • โรคเบาหวาน
  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์
  • จอประสาทตาเสื่อม
  • นิ่วในถุงน้ำดี

ซึ่งโรคเหล่านี้อันตราย และหากมีอาการรุนแรงจะส่งผลต่อชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่นาที หากเราทานอาหารที่มีไขมันทรานส์ค่อนข้างมาก และไม่เคยตรวจสุขภาพหาค่าไขมันในเลือดมาก่อน

 

ลด ละ เลิก การทานไขมันทรานส์

อาจจะเป็นเรื่องยากหากเราไม่ได้ซื้อวัตถุดิบมาปรุงอาหารเอง หรือในท้องตลาดอาจจะมีวัตถุดิบที่ปราศจากไขมันทรานส์ได้น้อย แต่หลังจากมีการประกาศให้ผู้ผลิต และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันทรานส์หยุดการผลิต จำหน่าย และเร่งปรับปรุงสูตรเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ประกอบอาหารที่ไม่มีไขมันทรานส์ได้แล้ว (ใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนเต็มส่วน หรือ Fully Hydrogenated Oils แทน) เชื่อว่าคนไทยน่าจะหาอาหาร หรือวัตถุดิบทำอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ง่ายมากยิ่งขึ้น แม้ว่าจะต้องแลกมากับต้นทุนค่าใช้จ่ายที่อาจจะสูงบขึ้น แต่หากเราได้ทานอาหาร และขนมที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น คนไทยก็จะได้ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆ น้อยลงเช่นเดียวกัน

Posted on

ป้องกันสมองเสื่อม

สาเหตุเลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อย & สมองเสื่อม

กับวิธีป้องกันสมองเสื่อม

สาเหตุหลักๆที่คนเข้าใจเกี่ยวกับว่าทำไมเลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อยก็คือ การที่มีอะไรบางอย่างไปกดทับเส้นเลือดแต่ยังมีอีกหลายสาเหตุ ยกตัวอย่าง

-กระดูกคอข้อที่หนึ่งเคลื่อนไปเบียดทับเส้นประสาท หรือเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง
-กินอาหารที่ผัดน้ำมันบ่อยๆเป็นเวลานานแล้วเกิดไขมันเกาะตัวเหนียวสะสมในลำ ไส้ ก็มีโอกาสที่เลือดไปเลี้ยงได้น้อยเพราะระบบดูดซึมเสีย และถุงน้ำดีข้น
-มีพยาธิในลำไส้ หรือพยาธิที่ผิวหนังจะกัดกินเลือดในร่างกาย
-การไม่กินอาหารเช้าก็เป็นสาเหตุให้เลือดไม่เลี้ยงสมอง
-ถ้าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอจะเกิดอาการหลายอย่างจนหน้าตกใจ โดยจะมีอาการต่อไปนี้ เช่น ผมร่วง หน้าแก่เร็ว คออักเสบง่าย นอนไม่ค่อยหลับ นอนไม่เต็มอิ่ม ฝันบ่อย ปวดไหล่ ปวดหัวซีกเดียว ปวดหู ปวดกระบอกตา เป็นไซนัส เหงือกบวม เจ็บคอ เจ็บลิ้น ปวดชายโครง ปวดหลัง ปวดเข่า กระดูกสะโพกจะเคลื่อนได้ง่าย วิตกกังวล โดยอาจมีอาการหลายอย่างหรือที่ละอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆกัน

แต่การที่เลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อยนั่นสมองจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนการที่เลือดไปเลี้ยงสมองแต่ละส่วนอาการผิดปกติจะแตกต่างกันออกไปโดย
-ส่วนหน้าก็ขาดเลือดไปเลี้ยง เป็นเหตุให้เป็นต้อ จอประสาทเลือน ฉี่บ่อย
-ส่วนกลางถ้าขาดเลือดไปเลี้ยง เป็นเหตุให้มีอาการง่วงนอนบ่อยหรือง่วงนอนทั้งวัน เริ่มจำไม่ค่อยได้ประมาณว่าความจำในอดีตจะจำได้ดีแต่เรื่องที่เพิ่งพบมาจะจำ ไม่ค่อยได้
-ส่วนหลังถ้าขาดเลือดไปเลี้ยง เป็นเหตุให้เดินไม่ค่อยไหว แขนขาไม่มีแรง

สมองเสื่อม

สาเหตุของสมองเสื่อมอาจเกิดมาจากเลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง เพราะกินอาหารผัดน้ำมันเป็นประจำติดต่อกันหลายปี น้ำมันจะเกาะผนังลำไส้ทำให้ดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ไปเลี้ยงสมองไม่ ได้

วิธีดูแลสมอง
1.พยายามขับถ่ายระหว่างเวลา 05.00-07.00 น.
2.กินอาหารเช้าระหว่าง 07.00-09.00 น. เพื่อให้เลือด รับสารอาหารไปเลี้ยงสมอง และกินโยเกิร์ต-นมสด-น้ำผึ้ง-มะนาว ระหว่างเวลา 13.00-15.00 น. เพื่อล้างลำไส้เล็ก และเปลี่ยนขยะ ในลำไส้เล็กให้เป็นบี12 แล้วส่งไปบำรุงสมอง
3.ล้างระบบดูดซึมด้วยสูตรมะละกอดิบต้มกับน้ำชงชา
4.ใช้กระเจี๊ยบแดงแห้งหรือสด ต้มกับพุทราจีนแห้ง ใช้น้ำดื่มเพื่อล้างไขมัน
5.กินน้ำกระชาย แล้วกินน้ำใบบัวบกตามจะส่งบำรุงสมองได้โดยตรง
6.เป็นวิธีพื้นฐานที่สุดคือ การออกกำลังกาย
สำหรับคนที่ไม่เคยล้างลำไส้ให้ใช้สูตร มะละกอดิบแล้วกินเป็นประจำ

วิธีป้องกันสมองเสื่อม
แบมือใดก็ได้ซ้ายหรือขวาก็ได้
ใช้นิ้วโป้ง กดที่ นิ้วชี้ 2 ครั้ง
ใช้นิ้วโป้ง กดที่ นิ้วกลาง 1 ครั้ง
ใช้นิ้วโป้ง กดที่ นิ้วนาง 3 ครั้ง
ใช้นิ้วโป้ง กดที่ นิ้วก้อย 4 ครั้ง
ทำอย่างนี้ไปกลับนับ1ทำ50ครั้ง เมื่อทำครบร่างกายจะสร้างพลังงานแล้วจะหลั่งสาร เอนโดรฟิน

คุณรู้หรือไม่……การฝึกหายใจช้าๆลึกก็จะช่วยกระตุ้นเซลล์สมองนึกถึง เรื่องดีๆที่เคยทำแต่ในทางกลับกันถ้าหายใจเร็วๆถี่สมองจะคิดแต่เรื่องไม่ดี ที่เจอหรือทำลงไป

Cr: อ.สุทธิวัสส์ คำภา
นักธรรมชาติบำบัด
คัดลอกโดย: Jackie A.