วิธีการปรุงยา

ยาสมุนไพรในสมัยปัจจุบันมีจำหน่ายกันมากมายในท้องตลาด แต่ทำไมบางชนิดเมื่อทานแล้วหายจากโรค แต่บางชนิดไม่หาย ทั้งที่มาจากตัวสมุนไพรตัวเดียวกัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นศาสตร์ที่ต้องใช้เวลาในการค้นคว้ากันอย่างมาก

อาจารย์เขียน ปิลกพันธ์ ได้ใช้เวลาค้นคว้าวิจัยเป็นเวลาถึง 20 ปี ทั้งหมดได้ใช้การทดลองจากการรักษาคนไข้โดยตรง จากการผสมสูตรยาแต่ละชนิด จนได้สูตรสำเร็จที่ได้นำมาใช้ในปัจจุบัน สูตรยาของอาจารย์เขียน ปิละกพันธ์ ได้ใช้ศึกษาในระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศไทย มีลูกศิษย์มากมายทั่วประเทศ

 วิธีการปรุงยา ประกอบด้วย

  • ตัวยาตรง หรือยาหลัก คือตัวยาบำบัดโรค รักษาไข้ ยากลุ่มนี้มีรสจัดมาก ขมมาก เปรี้ยวมาก รสชาติไม่อร่อย ถ้าใช้เป็นตัวรักษาเพียงตัวเดียว ไม่สามารถรักษาได้ จะเกิดผลข้างเคียงอย่างอื่นตามมา คนไข้จะทานยายาก
  • ตัวยาช่วย หรือยาเสริม คือเมื่อมีโรคหลายๆอย่างอยู่ในร่างกาย การใช้ตัวยาช่วยเพื่อเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกัน ทำให้ตัวยาตรงจะได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รักษาได้กว้างขึ้น  รักษาอวัยวะไปพร้อมกันหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เช่น เมื่อคนไข้เป็นโรคเบาหวาน จะจะไปรักษาตับอ่อน ตับ ปอด ไต ไปในคราวเดียวกัน จึงทำให้การรักษาได้ผลทันที
  • ตัวยาประกอบ หรือยาตัดพิษ เพื่อป้องกันหรือคุมฤทธิ์ยาอันไม่พึงประสงค์ เพื่อไม่ให้เกิดโรคอย่างอื่นแทรกซ้อนมาภายหลัง ซึ่งเราจะเห็นได้จากการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน หลังจากทานยาไปนานๆ สุดท้ายคนไข้ก็จะมาเป็นโรคไต ต้องฟอกไต มาเสียชีวิตกับโรคไต
  • ตัวยาชูกลิ่น หรือยาดับรสชาดที่ไม่ดี ทำให้ยาง่ายในการรับประทาน

เพื่อให้ผลการรักษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อการรักษาให้หายจากโรคและไม่มีผลข้างเคียงตามมา จึงทำให้ในตัวยาแต่ละขนานของสกายฟี่ในแต่ละแคปซูล จึงมีสมุนไพรผสมอยู่ตั้งแต่ 37 – 120 ชนิด  โดยการรักษาโรคแต่ละโรคจึงหายเป็นปกติและไม่มีการแทรกซ้อน

ขั้นตอนการปรุงยาทั่วไป

  1. สับยา
  2. อบยา
  3. บดยา
  4. ร่อนยา
  5. บรรจุยาลงแคปซูล

สุดยอดเทคนิคลับพิเศษของสกายฟี่ที่ไม่เคยเปิดเผย

  1. การเลือกสรร การคัดวัตถุดิบ การเก็บตามอายุของสมุนไพรแต่ละชนิดตามช่วงเวลาที่กำหนด และการควบคุมวัตถุดิบให้ปลอดจากสารเคมีทุกชนิด
  2. การจัดสูตร จะมีการจัดสูตร โดยการทดลองและคิดสัดส่วนที่มีการดูดซีมที่ดีที่สุด ดังนั้นจึงทำให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท สกายฟี่ จำกัด จึงให้ผลเป็นที่พอใจ และปลอดภัยสูง
  3. การบดยา จะมีการจัดกลุ่มในการบดยา ด้วยตัวยาหลัก ตัวยาช่วย ตัวยาดับพิษ ตัวยาชูกลิ่น แล้วค่อยนำมาผสมกันอีกครั้งหนึ่ง จึงทำให้การกระจายของตัวยาในทุกๆแคปซูลมีประสิทธิภาพเท่ากันมากที่สุด
  4. ใช้เครื่องโอโซน ในการฆ่าเชื้อราซ้ำอีกครั้งเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้บริโภค ทำให้ยาสามารถเก็บได้อย่างยาวนานถึง 5 ปี ซึ่งจากการทดลองนำยาที่บรรจุแคปซูลไว้แล้ว 5 ปี นำมารักษา ปรากฏว่าผลที่ออกมา ประสิทธิภาพของยายังเหมือนเดิมทุกประการ ไม่มีการเสื่อมประสิทธิภาพลงเลย